Seismic Test

Seismic Test หรือที่เรียกอย่างเป็Seismic Test คืออะไร? เจาะลึกมาตรฐานการตรวจสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็ม
ในการก่อสร้างอาคารและโครงสร้างขนาดใหญ่ “เสาเข็ม” คือหัวใจสำคัญที่รองรับน้ำหนักทั้งหมด แต่เนื่องจากเสาเข็มถูกติดตั้งอยู่ใต้ดิน การตรวจสอบสภาพหลังการติดตั้งจึงต้องใช้เทคโนโลยีทางวิศวกรรมที่แม่นยำ Seismic Test จึงกลายเป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

ส่วนที่ 1: นิยามและพื้นฐานการทดสอบ Seismic Test

Seismic Test คือ การทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็ม (Pile Integrity Test – PIT) โดยใช้วิธีพลศาสตร์แรงกระแทกต่ำ (Low Strain Method) เพื่อตรวจสอบว่าเสาเข็มที่ติดตั้งแล้วมีความต่อเนื่องของเนื้อคอนกรีตหรือไม่ มีจุดบกพร่อง เช่น รอยคอด (Neck), โพรง (Void) หรือการแตกร้าวที่จุดใดหรือไม่ โดยวิธีนี้จะไม่ทำลายโครงสร้างเสาเข็ม (Non-Destructive Test) และสามารถทราบผลเบื้องต้นได้ทันทีที่หน้างาน

หลักการทำงานเบื้องต้น

การทดสอบจะเริ่มจากการติดตั้งตัวรับสัญญาณ (Accelerometer) ไว้ที่หัวเสาเข็ม จากนั้นวิศวกรจะใช้ค้อนยางพิเศษ (Hand-held Hammer) เคาะที่หัวเสาเข็มเพื่อส่งคลื่นความเค้น (Stress Wave) เดินทางลงไปตามความยาวของเสาเข็ม เมื่อคลื่นกระทบกับปลายเข็มหรือจุดที่มีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่หน้าตัด คลื่นจะสะท้อนกลับมาให้เซนเซอร์บันทึกค่าเพื่อนำไปวิเคราะห์ผลต่อไป

มาตรฐานการทดสอบที่ยอมรับในระดับสากลและในประเทศไทย

เพื่อให้ผลการทดสอบมีความน่าเชื่อถือและสามารถใช้ประกอบการยื่นส่งงานราชการหรือเอกชนได้ การทดสอบ Seismic Test ของ DynamicLoadTest.com จึงดำเนินการตามมาตรฐานสากลและมาตรฐานระดับประเทศอย่างเคร่งครัด ดังนี้:

1. มาตรฐาน ASTM D5882 (International Standard)

เป็นมาตรฐานสากลจากสมาคมทดสอบและวัสดุอเมริกา (American Society for Testing and Materials) ที่กำหนดวิธีทดสอบ Standard Test Method for Low Strain Impact Integrity Testing of Deep Foundations ซึ่งครอบคลุมทั้งอุปกรณ์ วิธีการเก็บข้อมูล และการรายงานผล

2. มาตรฐาน มยผ. 1551-51 (Thailand Standard)

มาตรฐานกรมโยธาธิการและผังเมือง ว่าด้วย มาตรฐานการตรวจสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มคอนกรีตด้วยวิธี Seismic Test ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่วิศวกรในประเทศไทยใช้เป็นหลักอ้างอิงในการควบคุมงานก่อสร้าง


Note: แม้การทดสอบ Seismic Test จะดูเหมือนง่ายเพียงแค่การเคาะและรับสัญญาณ แต่ในความเป็นจริงมีปัจจัยรบกวนมากมายที่อาจทำให้การอ่านผลผิดพลาดได้ ในส่วนถัดไปเราจะไปเจาะลึกถึง “ข้อจำกัดที่หน้างานต้องรู้” และทำไมผลที่ว่าสมบูรณ์ บางครั้งขุดออกมาแล้วอาจไม่เป็นอย่างที่คิด

ส่วนที่ 2: Seismic Test แม่นยำแค่ไหน? ทำไมตรวจผ่านแล้วยังเจอเข็มหักตอนขุดดิน?

แม้ว่า Seismic Test จะเป็นวิธีที่นิยมที่สุด แต่หนึ่งในคำถามที่สร้างความคาดหวังและข้อสงสัยให้กับผู้ควบคุมงานมากที่สุดคือ “ทำไมในรายงานบอกว่าเสาเข็มสมบูรณ์ แต่พอขุดดินลงไปทำฐานราก (Footing) กลับเจอเข็มแตกร้าวหรือหน้าตัดหาย?” ความจริงที่ต้องยอมรับคือ Seismic Test มีข้อจำกัดที่ไม่ได้เห็นทุกอย่าง 100% และผลการทดสอบที่แม่นยำไม่ได้ขึ้นอยู่กับเครื่องมือเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ “ประสบการณ์การวิเคราะห์” เป็นสำคัญ

1. ข้อจำกัดของสัญญาณ: ทำไมสัญญาณถึง “ยุ่งเหยิง”?

เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมการตรวจถึงมีความคลาดเคลื่อนได้ เราต้องดูความแตกต่างของสัญญาณในสภาวะที่ต่างกัน จากข้อมูลการเก็บสถิติของทีมวิศวกร DynamicLoadTest.com ณ โครงการป้องกันน้ำท่วมเกาะสมุย เราได้ทำการทดสอบเสาเข็มไอ (I-Shape) ต้นเดียวกันใน 3 ช่วงเวลา เพื่อเปรียบเทียบผลดังนี้:

กราฟเปรียบเทียบความเร็ว P-Wave ในการทดสอบ Seismic Test ก่อนและหลังตอกเสาเข็ม โครงการเกาะสมุย
  • ช่วงวางนอนรอตอก: คลื่นสะท้อนจากปลายเข็ม (Toe Reflection) จะชัดเจนมาก เห็นการสะท้อนไป-กลับได้ถึง 2 รอบ (Second Reflection) ยืนยันได้แน่นอนว่าเข็มสมบูรณ์ 100%
  • ช่วงหลังตอกเสร็จ 15 วัน: สัญญาณจะดู “ยุ่งเหยิง” กว่าเดิมอย่างมาก ทั้งที่เป็นเข็มต้นเดิมและยังสมบูรณ์อยู่ สาเหตุเป็นเพราะคลื่นสะท้อนไม่ได้มาจากตัวเสาเข็มเท่านั้น แต่ยังมีคลื่นผิวดิน, คลื่นจากระดับน้ำใต้ดิน และคลื่นจากชั้นดินแข็งที่รัดเสาเข็มอยู่มารบกวนสัญญาณหลัก

2. กรณีศึกษา: ความเร็วคลื่น P-Wave ที่ลดลงตามแรงดันดิน

จากเคสโครงการที่สมุย เราพบข้อมูลที่น่าสนใจคือ ความเร็วของ P-Wave (Primary Wave) มีนัยยะสำคัญที่เปลี่ยนแปลงตามเวลา:

  • ก่อนตอก: ความเร็วคลื่นอยู่ที่ 3,650 m/s
  • หลังตอกทันที: ความเร็วลดลงเหลือ 3,600 m/s
  • หลังตอก 4 วัน: ความเร็วลดลงเหลือเพียง 3,500 m/s
ไดอะแกรมแสดงแรงดันดิน Lateral Earth Pressure ที่กระทำต่อเสาเข็มและการเปลี่ยนรูปในแนวดิ่ง

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? เมื่อเสาเข็มถูกตอกลงดิน จะเกิดแรงดันดินด้านข้าง (Lateral Earth Pressure) และแรงดันน้ำกระทำต่อผิวเสาเข็มทันที ส่งผลให้เสาเข็มเกิดการเสียรูป (Deformation) ในแนวแกน เมื่อดินรอบเสาเข็มเซ็ทตัวมากขึ้นตามเวลา แรงบีบอัดนี้จึงส่งผลให้ความเร็วคลื่น P-Wave ในเสาเข็มน้อยลง ซึ่งหากผู้วิเคราะห์ไม่เข้าใจปัจจัยนี้ อาจนำไปสู่การคำนวณความยาวเสาเข็มที่ผิดพลาดได้

3. เทคนิคพิเศษ: การใช้ S-Wave แยกแยะ “รอยร้าว” ออกจาก “ระดับน้ำ”

บ่อยครั้งที่กราฟสัญญาณเกิดการสะท้อนกลับมาก่อนถึงปลายเข็ม ซึ่งอาจทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นรอยแตกร้าว (Crack) แต่จริงๆ แล้วอาจเป็นเพียงการสะท้อนจาก “ระดับน้ำใต้ดิน”

ทีมงานของเราจึงนำเทคนิคการวัดคลื่นแรงเฉือน (Shear Wave หรือ S-Wave) มาช่วยพิสูจน์สมมติฐาน:

  • P-Wave (คลื่นแนวดิ่ง): มีการสะท้อนสูงมากเมื่อวิ่งผ่านเส้นระดับน้ำใต้ดิน
  • S-Wave (คลื่นแนวขนาน): จะเดินทางผ่านเส้นระดับน้ำใต้ดินโดยมีการสะท้อนน้อยมาก

หากเราเคาะทดสอบด้วย S-Wave แล้วไม่พบการสะท้อนที่จุดเดิมเหมือน P-Wave เราจึงสามารถ “สันนิษฐานเบื้องต้น” ได้ว่าจุดนั้นไม่ใช่รอยร้าวหรือหน้าตัดที่หายไป แต่เป็นเพียงผลกระทบจากระดับน้ำใต้ดินนั่นเอง


สรุปส่วนที่ 2: การวิเคราะห์ Seismic Test ที่แม่นยำต้องใช้ข้อมูลประกอบหลายด้าน ทั้งสภาพชั้นดิน ระดับน้ำ และเทคนิคการประมวลผลสัญญาณ (Signal Processing) เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการตัดสินความสมบูรณ์ของรากฐาน

ส่วนที่ 3: เจาะลึก Timeline การเดินทางของคลื่น: คลื่นเดินทางอย่างไรในเสาเข็ม?

เพื่อให้สามารถแยกแยะ “สัญญาณจริง” ออกจาก “สัญญาณรบกวน” ผู้วิเคราะห์จำเป็นต้องเข้าใจ Timeline หรือลำดับเหตุการณ์การเดินทางของคลื่นในเสาเข็มอย่างละเอียด ซึ่งเราสามารถสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหน่วยมิลลิวินาทีออกมาได้เป็น 7 ขั้นตอนสำคัญ ดังนี้ครับ:

แสดงการเคลื่อนที่ของคลื่นแรงอัดตามความยาวเสาเข็ม และสัญญาณคลื่นแรงอัดที่วัดได้จาก Accelerometer
Timeline ของคลื่นวิ่งจากหัวเข็มและสะท้อนจากปลายเข็ม

ลำดับเหตุการณ์การเดินทางของคลื่น (Wave Propagation Timeline)

  1. จุดเริ่มต้น (Impact): เราเริ่มเคาะหัวเข็มด้วยค้อนทดสอบ เพื่อสร้างคลื่นความเค้น (Compression Wave) จุดนี้คือจุดเริ่มต้นที่เซนเซอร์ Accelerometer บันทึกค่าได้เป็นลูกแรก
  2. การเดินทางขาลง: คลื่นความเค้นจะวิ่งลงไปตามความยาวของเสาเข็มด้วยความเร็วระดับ 3,000 – 4,500 เมตร/วินาที
  3. การสะท้อนที่ปลายเข็ม: เมื่อคลื่นวิ่งไปจนสุดปลายเสาเข็ม (Toe) ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างคอนกรีตและชั้นดิน คลื่นจะเกิดการสะท้อนกลับ (Reflection)
  4. การเดินทางขาขึ้น: คลื่นที่สะท้อนจากปลายจะเดินทางกลับขึ้นมาที่หัวเสาเข็ม
  5. การบันทึกผลครั้งที่ 1: เมื่อคลื่นเดินทางมาถึงหัวเข็ม เซนเซอร์จะบันทึกสัญญาณสะท้อนลูกแรก ซึ่งเราใช้ระยะเวลานี้ในการคำนวณหา “ความยาวเสาเข็ม”
  6. การสะท้อนซ้ำจากหัวเข็ม: คลื่นที่กลับมาถึงหัวเข็มจะไม่หายไปทันที แต่จะสะท้อนจากหัวเข็มกลับลงไปที่ปลายเข็มอีกครั้งหนึ่ง
  7. การบันทึกผลครั้งที่ 2 (Second Reflection): หากเสาเข็มสมบูรณ์มากและพลังงานยังเหลือเพียงพอ คลื่นจะวิ่งไป-กลับอีกรอบ และเกิดสัญญาณสะท้อนปลายเข็มครั้งที่ 2 ให้เราเห็นในกราฟ

ความแตกต่างระหว่าง “เสาเข็มตอก” และ “เสาเข็มเจาะ” ในมุมมองของคลื่น

ในการวิเคราะห์จริง ลักษณะของเสาเข็มมีผลอย่างมากต่อคุณภาพของสัญญาณที่ได้รับ:

  • เสาเข็มตอก (Precast Driven Pile): มักจะให้สัญญาณที่ชัดเจนกว่า เนื่องจากเป็นคอนกรีตอัดแรงที่มีคุณภาพสูงและมีค่า Elastic Modulus ที่สม่ำเสมอ ทำให้คลื่นสูญเสียพลังงานน้อย เราจึงมีโอกาสเห็น Second Reflection (การสะท้อนรอบที่ 2) ได้บ่อยกว่า โดยเฉพาะในกรณีที่เข็มยังไม่ได้ตอกลงดิน
  • เสาเข็มเจาะ (Bored Pile): สัญญาณมักจะมีความซับซ้อนมากกว่า เนื่องจากค่า Elastic Modulus ของคอนกรีตที่หล่อในที่มักจะน้อยกว่าเสาเข็มตอก นอกจากนี้ ผิวสัมผัสระหว่างเสาเข็มและดินของเข็มเจาะมักจะทำให้คลื่นสูญเสียพลังงานไปกับดิน (Attenuation) ได้ง่ายกว่า ส่งผลให้สัญญาณสะท้อนจากปลายเข็มเบาบางลงและแทบจะไม่เห็นการสะท้อนรอบที่ 2 เลย

ทำไม Second Reflection ถึงเจอยากในเข็มที่ตอกลงดินแล้ว?

จากเคสที่โครงการเกาะสมุยที่เราได้กล่าวถึงในส่วนก่อนหน้า จะเห็นว่าเมื่อเข็มถูกตอกลงดิน แรงต้านทานจากดิน (Soil Resistance) จะทำหน้าที่เหมือน “ตัวดูดซับพลังงาน” คลื่นจะสูญเสียพลังงานไปทุกครั้งที่เดินทางผ่านชั้นดินแข็ง ทำให้สัญญาณที่สะท้อนกลับมาถึงหัวเข็มในรอบที่ 2 นั้นเบาบางมากจนถูกสัญญาณรบกวนกลบหายไปหมด

ดังนั้น หากผู้วิเคราะห์พบสัญญาณที่ยุ่งเหยิงในเข็มเจาะหรือเข็มที่ตอกไปแล้วนานๆ จึงจำเป็นต้องใช้เทคนิคการขยายสัญญาณ (Amplification) ที่เหมาะสม ซึ่งเราจะไปเจาะลึกกันในส่วนสุดท้ายครับ


Note: การเข้าใจลำดับเวลาเหล่านี้จะช่วยให้เราไม่ “หลงกราฟ” และสามารถระบุได้ว่าลูกคลื่นที่เด้งขึ้นมาตรงกลางนั้น คือการสะท้อนจากจุดบกพร่องจริงๆ หรือเป็นเพียงแค่ Harmonic ของคลื่นที่สะท้อนไปมาเท่านั้น

ส่วนที่ 4: วิธีอ่านรายงาน Seismic Test: สังเกตค่า Amplification Factor (AF)

หลังจากที่เราเข้าใจหลักการทำงานและข้อจำกัดของ Seismic Test แล้ว ขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญที่สุดสำหรับเจ้าของโครงการหรือผู้ควบคุมงานคือ “การอ่านและตีความรายงานผลการทดสอบ” เพราะข้อมูลดิบ (Raw Data) ที่วัดได้จากหน้างานส่วนใหญ่มักจะไม่สามารถนำมาใช้งานได้ทันที หากปราศจากกระบวนการที่เรียกว่า Signal Processing

1. การกรองสัญญาณ (Filtering) และการขยายสัญญาณ (Amplification)

โดยปกติ สัญญาณที่วัดได้จากเซนเซอร์บนหัวเข็มที่ตอกลงดินไปแล้วจะมีลักษณะยุ่งเหยิงและมองไม่เห็นคลื่นสะท้อนปลายเข็มเลย (ดังแสดงในกราฟที่ 1 ของรูปประกอบ) ผู้วิเคราะห์จึงต้องใช้เทคนิค 2 อย่าง:

  • Filtering: คือการใส่ตัวกรองเพื่อตัดคลื่นความถี่ที่ไม่ต้องการออก ทำให้สัญญาณดูสะอาดขึ้น
  • Amplification Factor (AF): คือการคูณค่าความแรงของสัญญาณเข้าไปตามระยะเวลาที่เพิ่มขึ้น เพื่อชดเชยพลังงานของคลื่นที่สูญเสียไป (Attenuation) ระหว่างเดินทางในเสาเข็ม ซึ่งโดยปกติการสูญเสียพลังงานจะเป็นแบบ Exponential ดังนั้นค่า AF จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนสูงสุดที่ปลายเข็ม

2. ค่า Amplification Factor (AF) เท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม?

ตามมาตรฐาน ASTM D5882 ระบุไว้ว่า ค่า Amplification Factor ควรจะสร้าง Amplitude (ความสูงของลูกคลื่น) ที่สะท้อนมาจากปลายเข็มให้มีขนาดใกล้เคียงกับลูกคลื่นที่เกิดจากการเคาะที่หัวเข็มตอนเริ่มต้น เพื่อให้เห็นรายละเอียดที่ชัดเจนตลอดความยาวเสาเข็ม

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติเรามักจะพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ:

  • รายงานทั่วไปในไทย: มักจะใช้ค่า AF ค่อนข้างน้อย (เช่น สูงสุดที่ 2-5 เท่า) เพื่อไม่ให้กราฟดู “ยุ่งเหยิง” เกินไป แต่นั่นอาจทำให้เรามองไม่เห็นรอยบกพร่องเล็กๆ หรือปลายเข็มที่แท้จริง
  • รายงานมาตรฐานสากล: ในโครงการใหญ่ๆ เช่นในดูไบ มีการใช้ค่า AF สูงถึง 45 เท่า เพื่อขยายให้เห็นคลื่นสะท้อนทุกจุดอย่างชัดเจน แม้จะทำให้เห็นสัญญาณรบกวนเพิ่มขึ้น แต่ก็ทำให้การวิเคราะห์ความสมบูรณ์ทำได้อย่างโปร่งใสและแม่นยำกว่า

3. สิ่งที่ควรสังเกตในรายงานผลการทดสอบ

ในการตรวจรับงาน Seismic Test คุณควรสังเกตจุดสำคัญดังนี้:

  1. ความชัดเจนของปลายเข็ม (Toe Reflection): สัญญาณสะท้อนปลายเข็มต้องไม่เล็กจนเกินไปจนแยกไม่ออกจากสัญญาณรบกวน
  2. การระบุข้อจำกัด: ในต่างประเทศ หากมองไม่เห็นปลายเข็ม วิศวกรจะระบุในรายงานชัดเจนว่า “ไม่เห็นคลื่นสะท้อนจากปลายเสาเข็ม และไม่มีสัญญาณที่แสดงให้เห็นถึงความผิดปกติขนาดใหญ่” ซึ่งเป็นการรายงานตามจริง ไม่ใช่การพยายาม “เดา” ตำแหน่งปลายเข็ม
  3. รายละเอียดการวิเคราะห์: รายงานที่มีคุณภาพควรระบุค่า Wave Speed และค่า AF ที่ใช้ในแต่ละต้นอย่างชัดเจน

บทสรุป: ความสมบูรณ์ของรากฐาน เริ่มต้นที่การวิเคราะห์ที่ถูกต้อง

การทดสอบ Seismic Test มีรายละเอียดและข้อจำกัดมากกว่าที่หลายคนเข้าใจ การมีเครื่องมือที่ทันสมัยเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ “คุณภาพของการวิเคราะห์ผล” ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์และความเข้าใจในพฤติกรรมของคลื่นในสภาพดินที่แตกต่างกัน

ที่ DynamicLoadTest.com เราให้ความสำคัญกับทุกรายละเอียด ตั้งแต่การเก็บข้อมูลหน้างานไปจนถึงกระบวนการ Signal Processing ขั้นสูง (เช่น Fast Fourier Transform หรือ Cross-Correlation) เพื่อให้มั่นใจว่าเสาเข็มทุกต้นในโครงการของคุณมีความสมบูรณ์และปลอดภัยตามหลักวิศวกรรมอย่างแท้จริง



คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: Seismic Test ราคาเท่าไหร่?

A: ราคาเริ่มต้นของการทดสอบจะขึ้นอยู่กับจำนวนต้นเสาเข็มและสถานที่ตั้งโครงการ โดยปกติการทดสอบจำนวนมากในหน้างานเดียวจะประหยัดค่าใช้จ่ายต่อต้นได้มากกว่า

Q: ต้องเตรียมหน้างานอย่างไรก่อนทดสอบ?

A: หัวเสาเข็มต้องสะอาด แห้ง และมีการสกัดคอนกรีตส่วนที่สกปรกออกจนถึงเนื้อคอนกรีตที่ดี (Sound Concrete) และต้องตั้งอยู่บนระนาบที่เรียบเพื่อให้เซนเซอร์รับสัญญาณได้แม่นยำที่สุด

Q: Seismic Test บอกความสามารถในการรับน้ำหนักได้ไหม?

A: ไม่ได้ครับ Seismic Test บอกได้เพียง “ความสมบูรณ์” และ “ความยาวเบื้องต้น” เท่านั้น หากต้องการทราบ “กำลังรับน้ำหนักบรรทุก” ต้องทำการทดสอบด้วยวิธี Dynamic Load Test หรือ Static Load Test แทน


บทสรุป

การทำ Seismic Test คือการประกันความเสี่ยงที่คุ้มค่าที่สุดในการก่อสร้าง ช่วยให้วิศวกรและเจ้าของโครงการมั่นใจในฐานรากก่อนที่จะเริ่มสร้างอาคารสูงขึ้นไป หากคุณกำลังมองหาบริการทดสอบที่ได้มาตรฐาน พร้อมรายงานผลที่รวดเร็วและแม่นยำ ติดต่อเราเพื่อปรึกษาวิศวกรได้ทันทีครับ