บริษัท ไพล์เทสติ้ง จำกัด ให้บริการตรวจสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มเจาะและเสาเข็มตอก ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย แม่นยำ และรู้ผลรวดเร็ว
บริษัท ไพล์เทสติ้ง จำกัด ได้รับความไว้วางใจให้ตรวจสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มในโครงการสำคัญระดับประเทศมากมาย อาทิ:
ค่าบริการทดสอบความสมบูรณ์เสาเข็ม (Seismic Test ราคา) จะขึ้นอยู่กับจำนวนต้นเสาเข็มและสถานที่ตั้งของโครงการ โดยปกติหากทดสอบจำนวนมากในหน้างานเดียวจะประหยัดค่าใช้จ่ายต่อต้นได้มากกว่า
| จำนวนเสาเข็มที่ต้องการทดสอบ | ราคาประเมินเบื้องต้น |
|---|---|
| 1 – 26 ต้น (ราคาเหมาขั้นต่ำ) | 4,000 บาท / ครั้ง |
| 27 – 50 ต้น | [150] บาท / ต้น |
| 50 ต้นขึ้นไป | [130] บาท / ต้น |
* หมายเหตุ: ราคาข้างต้นเป็นราคาประเมินเบื้องต้น ยังไม่รวมค่าเดินทาง (ขึ้นอยู่กับระยะทางของแต่ละจังหวัด) กรุณาแอดไลน์ @piletest เพื่อส่งสถานที่ตั้งโครงการให้วิศวกรประเมินราคาที่แม่นยำที่สุดครับ
การทดสอบ Seismic Test (Low Strain Pile Integrity Test) คือ การทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มด้วยวิธีพลศาสตร์คลื่นความเค้นต่ำ เพื่อตรวจสอบหาความบกพร่องที่อาจเกิดขึ้นใต้ดิน เช่น รอยคอด (Neck), โพรง (Void), หรือรอยแตกร้าว โดยไม่ทำลายโครงสร้างหลัก
Seismic Test คือ การทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็ม (Pile Integrity Test – PIT) โดยใช้วิธีพลศาสตร์แรงกระแทกต่ำ (Low Strain Method) เพื่อตรวจสอบว่าเสาเข็มที่ติดตั้งแล้วมีความต่อเนื่องของเนื้อคอนกรีตหรือไม่ มีจุดบกพร่อง เช่น รอยคอด (Neck), โพรง (Void) หรือการแตกร้าวที่จุดใดหรือไม่ โดยวิธีนี้จะไม่ทำลายโครงสร้างเสาเข็ม (Non-Destructive Test) และสามารถทราบผลเบื้องต้นได้ทันทีที่หน้างาน
การทดสอบจะเริ่มจากการติดตั้งตัวรับสัญญาณ (Accelerometer) ไว้ที่หัวเสาเข็ม จากนั้นวิศวกรจะใช้ค้อนยางพิเศษ (Hand-held Hammer) เคาะที่หัวเสาเข็มเพื่อส่งคลื่นความเค้น (Stress Wave) เดินทางลงไปตามความยาวของเสาเข็ม เมื่อคลื่นกระทบกับปลายเข็มหรือจุดที่มีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่หน้าตัด คลื่นจะสะท้อนกลับมาให้เซนเซอร์บันทึกค่าเพื่อนำไปวิเคราะห์ผลต่อไป
เพื่อให้ผลการทดสอบมีความน่าเชื่อถือและสามารถใช้ประกอบการยื่นส่งงานราชการหรือเอกชนได้ การทดสอบ Seismic Test ของ DynamicLoadTest.com จึงดำเนินการตามมาตรฐานสากลและมาตรฐานระดับประเทศอย่างเคร่งครัด ดังนี้:
เป็นมาตรฐานสากลจากสมาคมทดสอบและวัสดุอเมริกา (American Society for Testing and Materials) ที่กำหนดวิธีทดสอบ Standard Test Method for Low Strain Impact Integrity Testing of Deep Foundations ซึ่งครอบคลุมทั้งอุปกรณ์ วิธีการเก็บข้อมูล และการรายงานผล
มาตรฐานกรมโยธาธิการและผังเมือง ว่าด้วย มาตรฐานการตรวจสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มคอนกรีตด้วยวิธี Seismic Test ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่วิศวกรในประเทศไทยใช้เป็นหลักอ้างอิงในการควบคุมงานก่อสร้าง
Note: แม้การทดสอบ Seismic Test จะดูเหมือนง่ายเพียงแค่การเคาะและรับสัญญาณ แต่ในความเป็นจริงมีปัจจัยรบกวนมากมายที่อาจทำให้การอ่านผลผิดพลาดได้ ในส่วนถัดไปเราจะไปเจาะลึกถึง “ข้อจำกัดที่หน้างานต้องรู้” และทำไมผลที่ว่าสมบูรณ์ บางครั้งขุดออกมาแล้วอาจไม่เป็นอย่างที่คิด
แม้ว่า Seismic Test จะเป็นวิธีที่นิยมที่สุด แต่หนึ่งในคำถามที่สร้างความคาดหวังและข้อสงสัยให้กับผู้ควบคุมงานมากที่สุดคือ “ทำไมในรายงานบอกว่าเสาเข็มสมบูรณ์ แต่พอขุดดินลงไปทำฐานราก (Footing) กลับเจอเข็มแตกร้าวหรือหน้าตัดหาย?” ความจริงที่ต้องยอมรับคือ Seismic Test มีข้อจำกัดที่ไม่ได้เห็นทุกอย่าง 100% และผลการทดสอบที่แม่นยำไม่ได้ขึ้นอยู่กับเครื่องมือเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ “ประสบการณ์การวิเคราะห์” เป็นสำคัญ
เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมการตรวจถึงมีความคลาดเคลื่อนได้ เราต้องดูความแตกต่างของสัญญาณในสภาวะที่ต่างกัน จากข้อมูลการเก็บสถิติของทีมวิศวกร DynamicLoadTest.com ณ โครงการป้องกันน้ำท่วมเกาะสมุย เราได้ทำการทดสอบเสาเข็มไอ (I-Shape) ต้นเดียวกันใน 3 ช่วงเวลา เพื่อเปรียบเทียบผลดังนี้:

จากเคสโครงการที่สมุย เราพบข้อมูลที่น่าสนใจคือ ความเร็วของ P-Wave (Primary Wave) มีนัยยะสำคัญที่เปลี่ยนแปลงตามเวลา:

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? เมื่อเสาเข็มถูกตอกลงดิน จะเกิดแรงดันดินด้านข้าง (Lateral Earth Pressure) และแรงดันน้ำกระทำต่อผิวเสาเข็มทันที ส่งผลให้เสาเข็มเกิดการเสียรูป (Deformation) ในแนวแกน เมื่อดินรอบเสาเข็มเซ็ทตัวมากขึ้นตามเวลา แรงบีบอัดนี้จึงส่งผลให้ความเร็วคลื่น P-Wave ในเสาเข็มน้อยลง ซึ่งหากผู้วิเคราะห์ไม่เข้าใจปัจจัยนี้ อาจนำไปสู่การคำนวณความยาวเสาเข็มที่ผิดพลาดได้
บ่อยครั้งที่กราฟสัญญาณเกิดการสะท้อนกลับมาก่อนถึงปลายเข็ม ซึ่งอาจทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นรอยแตกร้าว (Crack) แต่จริงๆ แล้วอาจเป็นเพียงการสะท้อนจาก “ระดับน้ำใต้ดิน”
ทีมงานของเราจึงนำเทคนิคการวัดคลื่นแรงเฉือน (Shear Wave หรือ S-Wave) มาช่วยพิสูจน์สมมติฐาน:
หากเราเคาะทดสอบด้วย S-Wave แล้วไม่พบการสะท้อนที่จุดเดิมเหมือน P-Wave เราจึงสามารถ “สันนิษฐานเบื้องต้น” ได้ว่าจุดนั้นไม่ใช่รอยร้าวหรือหน้าตัดที่หายไป แต่เป็นเพียงผลกระทบจากระดับน้ำใต้ดินนั่นเอง
สรุปส่วนที่ 2: การวิเคราะห์ Seismic Test ที่แม่นยำต้องใช้ข้อมูลประกอบหลายด้าน ทั้งสภาพชั้นดิน ระดับน้ำ และเทคนิคการประมวลผลสัญญาณ (Signal Processing) เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการตัดสินความสมบูรณ์ของรากฐาน
เพื่อให้สามารถแยกแยะ “สัญญาณจริง” ออกจาก “สัญญาณรบกวน” ผู้วิเคราะห์จำเป็นต้องเข้าใจ Timeline หรือลำดับเหตุการณ์การเดินทางของคลื่นในเสาเข็มอย่างละเอียด ซึ่งเราสามารถสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหน่วยมิลลิวินาทีออกมาได้เป็น 7 ขั้นตอนสำคัญ ดังนี้ครับ:

ในการวิเคราะห์จริง ลักษณะของเสาเข็มมีผลอย่างมากต่อคุณภาพของสัญญาณที่ได้รับ:
จากเคสที่โครงการเกาะสมุยที่เราได้กล่าวถึงในส่วนก่อนหน้า จะเห็นว่าเมื่อเข็มถูกตอกลงดิน แรงต้านทานจากดิน (Soil Resistance) จะทำหน้าที่เหมือน “ตัวดูดซับพลังงาน” คลื่นจะสูญเสียพลังงานไปทุกครั้งที่เดินทางผ่านชั้นดินแข็ง ทำให้สัญญาณที่สะท้อนกลับมาถึงหัวเข็มในรอบที่ 2 นั้นเบาบางมากจนถูกสัญญาณรบกวนกลบหายไปหมด
ดังนั้น หากผู้วิเคราะห์พบสัญญาณที่ยุ่งเหยิงในเข็มเจาะหรือเข็มที่ตอกไปแล้วนานๆ จึงจำเป็นต้องใช้เทคนิคการขยายสัญญาณ (Amplification) ที่เหมาะสม ซึ่งเราจะไปเจาะลึกกันในส่วนสุดท้ายครับ
Note: การเข้าใจลำดับเวลาเหล่านี้จะช่วยให้เราไม่ “หลงกราฟ” และสามารถระบุได้ว่าลูกคลื่นที่เด้งขึ้นมาตรงกลางนั้น คือการสะท้อนจากจุดบกพร่องจริงๆ หรือเป็นเพียงแค่ Harmonic ของคลื่นที่สะท้อนไปมาเท่านั้น
หลังจากที่เราเข้าใจหลักการทำงานและข้อจำกัดของ Seismic Test แล้ว ขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญที่สุดสำหรับเจ้าของโครงการหรือผู้ควบคุมงานคือ “การอ่านและตีความรายงานผลการทดสอบ” เพราะข้อมูลดิบ (Raw Data) ที่วัดได้จากหน้างานส่วนใหญ่มักจะไม่สามารถนำมาใช้งานได้ทันที หากปราศจากกระบวนการที่เรียกว่า Signal Processing
โดยปกติ สัญญาณที่วัดได้จากเซนเซอร์บนหัวเข็มที่ตอกลงดินไปแล้วจะมีลักษณะยุ่งเหยิงและมองไม่เห็นคลื่นสะท้อนปลายเข็มเลย (ดังแสดงในกราฟที่ 1 ของรูปประกอบ) ผู้วิเคราะห์จึงต้องใช้เทคนิค 2 อย่าง:
ตามมาตรฐาน ASTM D5882 ระบุไว้ว่า ค่า Amplification Factor ควรจะสร้าง Amplitude (ความสูงของลูกคลื่น) ที่สะท้อนมาจากปลายเข็มให้มีขนาดใกล้เคียงกับลูกคลื่นที่เกิดจากการเคาะที่หัวเข็มตอนเริ่มต้น เพื่อให้เห็นรายละเอียดที่ชัดเจนตลอดความยาวเสาเข็ม
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติเรามักจะพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ:
ในการตรวจรับงาน Seismic Test คุณควรสังเกตจุดสำคัญดังนี้:
การทดสอบ Seismic Test มีรายละเอียดและข้อจำกัดมากกว่าที่หลายคนเข้าใจ การมีเครื่องมือที่ทันสมัยเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ “คุณภาพของการวิเคราะห์ผล” ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์และความเข้าใจในพฤติกรรมของคลื่นในสภาพดินที่แตกต่างกัน
ที่ DynamicLoadTest.com เราให้ความสำคัญกับทุกรายละเอียด ตั้งแต่การเก็บข้อมูลหน้างานไปจนถึงกระบวนการ Signal Processing ขั้นสูง (เช่น Fast Fourier Transform หรือ Cross-Correlation) เพื่อให้มั่นใจว่าเสาเข็มทุกต้นในโครงการของคุณมีความสมบูรณ์และปลอดภัยตามหลักวิศวกรรมอย่างแท้จริง
การทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มด้วยวิธีสะท้อนคลื่นความเค้นต่ำ (Low Strain Integrity Test) หรือที่เรียกกันติดปากว่า Seismic Test อ้างอิงตามมาตรฐานสากล ASTM D5882 และมาตรฐาน มยผ. 1551 [95, 100, 131] โดยอาศัยทฤษฎีการส่งผ่านคลื่นความเค้นมิติเดียว (One-Dimensional Wave Propagation Theory) เมื่อทำการเคาะที่หัวเสาเข็มด้วยค้อนทดสอบขนาดเล็ก คลื่นความเค้น (Stress Wave) จะเดินทางผ่านคอนกรีตลงไปถึงปลายเสาเข็ม และจะสะท้อนกลับขึ้นมายังพื้นผิวเมื่อสัมผัสกับการเปลี่ยนแปลงของค่าอิมพีแดนซ์ (Impedance) หรือเมื่อสิ้นสุดความยาวเสาเข็ม
ความยาวเสาเข็มสะท้อนกลับสามารถคำนวณได้อย่างแม่นยำทางฟิสิกส์จากสมการ:
L = (c × Δt) / 2
โดยที่ L คือความยาวของเสาเข็ม (เมตร), c คือความเร็วคลื่นเสียงสะท้อนในคอนกรีต (ปกติอยู่ระหว่าง 3,500 ถึง 4,000 เมตรต่อวินาทีขึ้นอยู่กับกำลังรับกำลังและคุณภาพคอนกรีต) และ Δt คือช่วงเวลาเดินทางของคลื่นเสียงไปและกลับ (วินาที)
| คุณสมบัติ / วิธีทดสอบ | Seismic Test (Low Strain) | Dynamic Load Test (High Strain) | Static Load Test |
|---|---|---|---|
| วัตถุประสงค์หลัก | เช็คความสมบูรณ์โครงสร้าง รอยร้าว คอดกิ่ว ความยาวเสาเข็ม [131] | ประเมินกำลังรับน้ำหนักปลอดภัย (Safe Bearing Capacity) [95] | ทดสอบกำลังรับน้ำหนักบรรทุกจริงหน้างานด้วยน้ำหนักกดจริง [95] |
| มาตรฐานควบคุม | ASTM D5882 [95, 100, 131] / มยผ. 1551-51 [95] | ASTM D4945 | ASTM D1143 |
| ระดับการสุ่มทดสอบ | ทดสอบได้รวดเร็ว ประหยัด แนะนำทดสอบ 100% ของเสาเข็มโครงการ | สุ่มทดสอบตามความเหมาะสมทางวิศวกรรม (เช่น 5% ของเสาเข็ม) | ทดสอบอย่างน้อย 1 ต้น ต่อตัวแทนหน้างานหลักหรือโครงสร้างวิกฤต |
เพื่อให้ได้ข้อมูลสัญญาณคลื่นที่ถูกต้อง แม่นยำ และน่าเชื่อถือที่สุด วิศวกรโยธาผู้ชำนาญการของเราดำเนินงานอย่างเคร่งครัดตามขั้นตอนทางวิชาการ ดังนี้:
1. การเตรียมสภาพหัวเสาเข็ม (Surface Preparation): หัวเสาเข็มคอนกรีตต้องได้รับการสกัดแต่งปูนส่วนที่เปรอะเปื้อนหรือด้อยคุณภาพ (Weak Concrete) ออกจนถึงเนื้อคอนกรีตที่สมบูรณ์แข็งแรง (Sound Concrete) และขัดปรับระนาบให้เรียบเสมอกันและแห้งสนิท เพื่อความแนบแน่นในการยึดติดเซนเซอร์
2. การเคาะสร้างคลื่นและการจัดเก็บสัญญาณ (Impact and Signal Capture): ติดตั้งตัวรับสัญญาณความเร่ง (Accelerometer Sensor) บนหัวเสาเข็มด้วยสารยึดเกาะพิเศษ จากนั้นทำการเคาะในแนวดิ่งด้วยค้อนขนาดเล็ก (Handheld Mallet) สัญญาณคลื่นสะท้อนจะส่งไปยังระบบเครื่องแปลงสัญญาณเพื่อบันทึกและประมวลผลทันที [131]
3. การประมวลสัญญาณระดับวิศวกรรมและการส่งมอบ (Digital Filtering & Professional Report): สัญญาณสะท้อนจะถูกป้อนเข้าโปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูล (Signal Processing) เพื่อลดการบิดเบือนและวิเคราะห์อิมพีแดนซ์ (Impedance change) เพื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ ค้นหารอยร้าว ช่องว่าง และความยาวเสาเข็ม จากนั้นทำการออกเล่มรายงานรับรองมาตรฐานโดยสามัญและวุฒิวิศวกรวิชาชีพเพื่อส่งมอบให้แก่ท่าน [95]
ในการทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มด้วยวิธีพลศาสตร์แรงกระแทกต่ำ (Low Strain Integrity Test หรือ Seismic Test) ดัชนีหลักทางวิศวกรรมที่ใช้ในการประเมินจุดชำรุดเชิงพิกัดและขนาดหน้าตัดเสาเข็มที่เปลี่ยนแปลงไปคือ ดัชนีความสมบูรณ์เสาเข็ม (Pile Integrity Factor หรือค่า Beta: β) ซึ่งคำนวณตามหลักอิมพีแดนซ์เชิงกล (Mechanical Impedance) โดยเปรียบเทียบสัดส่วนระหว่างค่าอิมพีแดนซ์ของส่วนที่ชำรุด (Z2) กับส่วนปกติที่อยู่เหนือรอยชำรุด (Z1) ผ่านความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์ดังนี้:
โดยที่ค่า R คือ สัมประสิทธิ์การสะท้อนกลับของคลื่น (Reflection Coefficient) ซึ่งหาได้จากอัตราส่วนแอมพลิจูดของคลื่นสะท้อนกลับ ณ ตำแหน่งที่ชำรุด (Ap,magnified) เทียบกับแอมพลิจูดสูงสุดของคลื่นกระแทกอินพุตเริ่มต้นจากค้อนเคาะ (Ai):
ในทางปฏิบัติ วิศวกรไม่สามารถนำค่าแอมพลิจูดดิบ (Raw Amplitude) จากการสะท้อนขากลับที่พิกัดระดับลึกมาคำนวณค่าดัชนีความสมบูรณ์ β ได้ทันที เนื่องจากคลื่นเสียงขากลับจะสูญเสียพลังงานจากการหน่วงของมวลดินรอบข้าง (Soil Damping Effect) ส่งผลให้คลื่นสะท้อนจริงจากปลายเสาเข็มมีขนาดที่หดตัวเล็กลงมากจนไม่สมมาตรกับคลื่นตกกระทบเริ่มต้น
ดังนั้น ขั้นตอนการประมวลสัญญาณที่ถูกต้องก่อนคำนวณค่า Beta คือ วิศวกรผู้ทดสอบโยธาจะต้องปรับจูนสัมประสิทธิ์การลดทอน (Attenuation Coef.) หรือเพิ่มระดับกำลังขยาย (Magnification) ในโปรแกรมประมวลผลขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งยอดแอมพลิจูดสะท้อนครั้งแรกที่ปลายเสาเข็ม (First Reflection at Pile Toe) ถูกขยายปรับสเกลกลับขึ้นมามีความสูงเท่ากับแอมพลิจูดของคลื่นกระแทกเริ่มต้น (Input Impulse Signal Wave) บนหน้าจอคอมพิวเตอร์พอดี กระบวนการปรับแก้ดังกล่าว (Normalisation) เป็นการชดเชยค่าแรงหน่วงดินตลอดแนวความยาวเสาเข็มอย่างรอบคอบตามหลักฟิสิกส์ ส่งผลให้เราได้แอมพลิจูดชดเชยที่สะท้อนสภาพหน้าตัดจริง (Ap,magnified) ปราศจากการรบกวนของตัวแปรสภาพแวดล้อมชั้นดิน และพร้อมนำไปใช้คำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์การสะท้อน R เพื่อสรุปเป็นค่าเปอร์เซ็นต์ความสมบูรณ์เสาเข็มหน้าตัดจริงใต้ดินได้อย่างแมนยำสูงสุด
ตามธรรมชาติเมื่อคลื่นเคาะ P-wave (Primary Wave) เดินทางผ่านเนื้อคอนกรีตลงสู่ปลายเข็ม พลังงานของคลื่นจะถูกดูดซับและลดทอนลงเรื่อย ๆ (Attenuation Effect) จากแรงหน่วงและแรงดันดินด้านข้าง ส่งผลให้แอมพลิจูดของคลื่นสะท้อนกลับขากลับมีขนาดริบหรี่ลง (Raw Amplitude ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก)
ด้วยเหตุนี้ อัลกอริทึมวิเคราะห์สัญญาณจึงจำเป็นต้องประยุกต์ใช้ สมการขยายสัญญาณชดเชยพลังงานตามเวลาเดินทาง (Exponential Gain Function) เพื่อปรับแก้สัญญาณดิบ (Araw) ให้ได้เป็นแอมพลิจูดชดเชยแรงหน่วงดินที่ถูกต้องตามจริง (Amagnified) ณ พิกัดเวลาที่คลื่นเดินทางลึกลงไป ดังนี้:
• Araw(t) คือ แอมพลิจูดสัญญาณดิบ ณ พิกัดเวลาเดินทาง t (นับหลังจากพ้นจุดเริ่มขยาย)
• e คือ ค่าคงที่ของออยเลอร์ทางคณิตศาสตร์ (Euler’s Number ≈ 2.71828)
• f คือ ความถี่เด่นธรรมชาติของคลื่น Low-Strain ในเสาเข็มคอนกรีต (โดยทั่วไปอ้างอิงเฉลี่ยที่ 1,000 Hz)
• α คือ ค่าสัมประสิทธิ์การลดทอนของคลื่นในมวลชั้นดินรอบเสาเข็ม (Attenuation Coefficient)
• t คือ ระยะเวลาเดินทางของคลื่นนับจากจุดเริ่มต้นขยายสัญญาณ (หน่วยวินาที)
การประยุกต์ใช้สมการ Exponential Gain ตัวนี้ จะทำการดึงชดเชยความเข้มของสัญญาณขากลับที่แผ่วเบาให้สมมาตรกลับคืนมาตามสัดส่วนพลังงานสูญเสีย ส่งผลให้การสรุปค่าหน้าตัดคอนกรีตเสาเข็มและวิเคราะห์ค่า β ในระดับความลึกต่าง ๆ ปราศจากความเพี้ยนอันเนื่องมาจากแรงดันต้านของชั้นดินดินเหนียวและชั้นทรายได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ข้อจำกัดที่วิศวกรโยธาหน้างานต้องตระหนักถึงคือ ในมิลลิวินาทีแรกที่หัวค้อนเคาะตกกระทบคอนกรีต จะเกิดสภาวะแรงสั่นพ้องสะสมสะท้อนไปมาบริเวณรอบหัวเสาเข็มที่เรียกว่า Harmonic Response (Near-field 3D Effect) ซึ่งช่วงเวลานี้คลื่นสะท้อนยังเดินทางไม่เป็นระเบียบและยังไม่ถูกจัดระเบียบโครงสร้างให้วิ่งเป็น Plane Wave ขนานไปตามแนวแกนหลักเสาเข็ม
หากระบบคอมพิวเตอร์ประมวลผลเริ่มเปิดใช้ฟังก์ชันขยายสัญญาณ Exponential ตั้งแต่จุดเวลาเริ่มต้นการเคาะ (t = 0) สัญญาณสั่นพ้องสะสมตรงหัวเสาเข็มดังกล่าวจะถูกขยายจนท่วมหน้าจอ (Saturated/Clipped) บดบังคลื่นสะท้อนจริง และส่งผลให้ประมวลผลสัญญาณผิดพลาดว่าเกิดจุดชำรุดเสียหายรุนแรงใต้ระดับหัวเข็มทันที (False Shallow Defect) ทั้งที่เป็นเพียงคลื่นสั่นสะท้อนธรรมชาติของการเคาะ
ในทางปฐพีกลศาสตร์ สัญญาณ Harmonic Response นี้จะสลายตัวจนหมดสิ้นเมื่อคลื่นเดินทางลึกลงไปประมาณ 1.5 ถึง 2.5 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางเสาเข็ม (1.5D – 2.5D) หรือคิดเป็นเวลาเดินทางประมาณ 1.0 ถึง 2.0 มิลลิวินาที (ms) ดังนั้น อัลกอริทึมประมวลผลของทางบริษัทจึงออกแบบเงื่อนไขชดเชยสัญญาณ โดยกำหนดให้งดการคูณเพิ่มแอมพลิจูดในช่วงหัวคลื่นตกกระทบแรกเริ่ม และเริ่มเปิดใช้ระบบ Exponential Gain เพื่อชดเชยแรงหน่วงดินที่ระดับความลึกที่พ้นระยะรบกวน (ประมาณ 4.0 เมตรลงไป) ทำให้เราสามารถส่งมอบรายงานวิเคราะห์ความต่อเนื่องคอนกรีตเสาเข็มได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และแม่นยำสูงที่สุดในอุตสาหกรรม
A: ราคาเริ่มต้นของการทดสอบจะขึ้นอยู่กับจำนวนต้นเสาเข็มและสถานที่ตั้งโครงการ โดยปกติการทดสอบจำนวนมากในหน้างานเดียวจะประหยัดค่าใช้จ่ายต่อต้นได้มากกว่า
A: หัวเสาเข็มต้องสะอาด แห้ง และมีการสกัดคอนกรีตส่วนที่สกปรกออกจนถึงเนื้อคอนกรีตที่ดี (Sound Concrete) และต้องตั้งอยู่บนระนาบที่เรียบเพื่อให้เซนเซอร์รับสัญญาณได้แม่นยำที่สุด
ไม่ได้ครับ Seismic Test บอกได้เพียง “ความสมบูรณ์” และ “ความยาวเบื้องต้น” เท่านั้น หากต้องการทราบ “กำลังรับน้ำหนักบรรทุก” ต้องทำการทดสอบด้วยวิธี Dynamic Load Test หรือ Static Load Test แทน
การทำ Seismic Test คือการประกันความเสี่ยงที่คุ้มค่าที่สุดในการก่อสร้าง ช่วยให้วิศวกรและเจ้าของโครงการมั่นใจในฐานรากก่อนที่จะเริ่มสร้างอาคารสูงขึ้นไป หากคุณกำลังมองหาบริการทดสอบที่ได้มาตรฐาน พร้อมรายงานผลที่รวดเร็วและแม่นยำ ติดต่อเราเพื่อปรึกษาวิศวกรได้ทันทีครับ
แผนที่พอร์ตโฟลิโอผลงานอ้างอิงและประวัติการทดสอบเสาเข็มเชิงวิศวกรรมทั่วประเทศ
กรุณา “คลิกปุ่มหมุดสีทองเรืองแสง” บนแผนที่ประเทศไทยเพื่อดึงข้อมูลสรุปวิศวกรรมเชิงลึก และรายละเอียดทางเทคนิคของแต่ละโครงการอ้างอิงจริงที่ได้รับการรับรองจากวิศวกรควบคุม
ดำเนินการทดสอบและรับรองรายงานวิศวกรรมอย่างเป็นทางการโดยวิศวกรโยธาควบคุมผู้ชำนาญการตามมาตรฐาน พ.ร.บ. วิชาชีพ