Seismic Test หรือที่เรียกอย่างเป็Seismic Test คืออะไร? เจาะลึกมาตรฐานการตรวจสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็ม
ในการก่อสร้างอาคารและโครงสร้างขนาดใหญ่ “เสาเข็ม” คือหัวใจสำคัญที่รองรับน้ำหนักทั้งหมด แต่เนื่องจากเสาเข็มถูกติดตั้งอยู่ใต้ดิน การตรวจสอบสภาพหลังการติดตั้งจึงต้องใช้เทคโนโลยีทางวิศวกรรมที่แม่นยำ Seismic Test จึงกลายเป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน
Seismic Test คือ การทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็ม (Pile Integrity Test – PIT) โดยใช้วิธีพลศาสตร์แรงกระแทกต่ำ (Low Strain Method) เพื่อตรวจสอบว่าเสาเข็มที่ติดตั้งแล้วมีความต่อเนื่องของเนื้อคอนกรีตหรือไม่ มีจุดบกพร่อง เช่น รอยคอด (Neck), โพรง (Void) หรือการแตกร้าวที่จุดใดหรือไม่ โดยวิธีนี้จะไม่ทำลายโครงสร้างเสาเข็ม (Non-Destructive Test) และสามารถทราบผลเบื้องต้นได้ทันทีที่หน้างาน
การทดสอบจะเริ่มจากการติดตั้งตัวรับสัญญาณ (Accelerometer) ไว้ที่หัวเสาเข็ม จากนั้นวิศวกรจะใช้ค้อนยางพิเศษ (Hand-held Hammer) เคาะที่หัวเสาเข็มเพื่อส่งคลื่นความเค้น (Stress Wave) เดินทางลงไปตามความยาวของเสาเข็ม เมื่อคลื่นกระทบกับปลายเข็มหรือจุดที่มีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่หน้าตัด คลื่นจะสะท้อนกลับมาให้เซนเซอร์บันทึกค่าเพื่อนำไปวิเคราะห์ผลต่อไป
เพื่อให้ผลการทดสอบมีความน่าเชื่อถือและสามารถใช้ประกอบการยื่นส่งงานราชการหรือเอกชนได้ การทดสอบ Seismic Test ของ DynamicLoadTest.com จึงดำเนินการตามมาตรฐานสากลและมาตรฐานระดับประเทศอย่างเคร่งครัด ดังนี้:
เป็นมาตรฐานสากลจากสมาคมทดสอบและวัสดุอเมริกา (American Society for Testing and Materials) ที่กำหนดวิธีทดสอบ Standard Test Method for Low Strain Impact Integrity Testing of Deep Foundations ซึ่งครอบคลุมทั้งอุปกรณ์ วิธีการเก็บข้อมูล และการรายงานผล
มาตรฐานกรมโยธาธิการและผังเมือง ว่าด้วย มาตรฐานการตรวจสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มคอนกรีตด้วยวิธี Seismic Test ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่วิศวกรในประเทศไทยใช้เป็นหลักอ้างอิงในการควบคุมงานก่อสร้าง
Note: แม้การทดสอบ Seismic Test จะดูเหมือนง่ายเพียงแค่การเคาะและรับสัญญาณ แต่ในความเป็นจริงมีปัจจัยรบกวนมากมายที่อาจทำให้การอ่านผลผิดพลาดได้ ในส่วนถัดไปเราจะไปเจาะลึกถึง “ข้อจำกัดที่หน้างานต้องรู้” และทำไมผลที่ว่าสมบูรณ์ บางครั้งขุดออกมาแล้วอาจไม่เป็นอย่างที่คิด
แม้ว่า Seismic Test จะเป็นวิธีที่นิยมที่สุด แต่หนึ่งในคำถามที่สร้างความคาดหวังและข้อสงสัยให้กับผู้ควบคุมงานมากที่สุดคือ “ทำไมในรายงานบอกว่าเสาเข็มสมบูรณ์ แต่พอขุดดินลงไปทำฐานราก (Footing) กลับเจอเข็มแตกร้าวหรือหน้าตัดหาย?” ความจริงที่ต้องยอมรับคือ Seismic Test มีข้อจำกัดที่ไม่ได้เห็นทุกอย่าง 100% และผลการทดสอบที่แม่นยำไม่ได้ขึ้นอยู่กับเครื่องมือเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ “ประสบการณ์การวิเคราะห์” เป็นสำคัญ
เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมการตรวจถึงมีความคลาดเคลื่อนได้ เราต้องดูความแตกต่างของสัญญาณในสภาวะที่ต่างกัน จากข้อมูลการเก็บสถิติของทีมวิศวกร DynamicLoadTest.com ณ โครงการป้องกันน้ำท่วมเกาะสมุย เราได้ทำการทดสอบเสาเข็มไอ (I-Shape) ต้นเดียวกันใน 3 ช่วงเวลา เพื่อเปรียบเทียบผลดังนี้:

จากเคสโครงการที่สมุย เราพบข้อมูลที่น่าสนใจคือ ความเร็วของ P-Wave (Primary Wave) มีนัยยะสำคัญที่เปลี่ยนแปลงตามเวลา:

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? เมื่อเสาเข็มถูกตอกลงดิน จะเกิดแรงดันดินด้านข้าง (Lateral Earth Pressure) และแรงดันน้ำกระทำต่อผิวเสาเข็มทันที ส่งผลให้เสาเข็มเกิดการเสียรูป (Deformation) ในแนวแกน เมื่อดินรอบเสาเข็มเซ็ทตัวมากขึ้นตามเวลา แรงบีบอัดนี้จึงส่งผลให้ความเร็วคลื่น P-Wave ในเสาเข็มน้อยลง ซึ่งหากผู้วิเคราะห์ไม่เข้าใจปัจจัยนี้ อาจนำไปสู่การคำนวณความยาวเสาเข็มที่ผิดพลาดได้
บ่อยครั้งที่กราฟสัญญาณเกิดการสะท้อนกลับมาก่อนถึงปลายเข็ม ซึ่งอาจทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นรอยแตกร้าว (Crack) แต่จริงๆ แล้วอาจเป็นเพียงการสะท้อนจาก “ระดับน้ำใต้ดิน”
ทีมงานของเราจึงนำเทคนิคการวัดคลื่นแรงเฉือน (Shear Wave หรือ S-Wave) มาช่วยพิสูจน์สมมติฐาน:
หากเราเคาะทดสอบด้วย S-Wave แล้วไม่พบการสะท้อนที่จุดเดิมเหมือน P-Wave เราจึงสามารถ “สันนิษฐานเบื้องต้น” ได้ว่าจุดนั้นไม่ใช่รอยร้าวหรือหน้าตัดที่หายไป แต่เป็นเพียงผลกระทบจากระดับน้ำใต้ดินนั่นเอง
สรุปส่วนที่ 2: การวิเคราะห์ Seismic Test ที่แม่นยำต้องใช้ข้อมูลประกอบหลายด้าน ทั้งสภาพชั้นดิน ระดับน้ำ และเทคนิคการประมวลผลสัญญาณ (Signal Processing) เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการตัดสินความสมบูรณ์ของรากฐาน
เพื่อให้สามารถแยกแยะ “สัญญาณจริง” ออกจาก “สัญญาณรบกวน” ผู้วิเคราะห์จำเป็นต้องเข้าใจ Timeline หรือลำดับเหตุการณ์การเดินทางของคลื่นในเสาเข็มอย่างละเอียด ซึ่งเราสามารถสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหน่วยมิลลิวินาทีออกมาได้เป็น 7 ขั้นตอนสำคัญ ดังนี้ครับ:

ในการวิเคราะห์จริง ลักษณะของเสาเข็มมีผลอย่างมากต่อคุณภาพของสัญญาณที่ได้รับ:
จากเคสที่โครงการเกาะสมุยที่เราได้กล่าวถึงในส่วนก่อนหน้า จะเห็นว่าเมื่อเข็มถูกตอกลงดิน แรงต้านทานจากดิน (Soil Resistance) จะทำหน้าที่เหมือน “ตัวดูดซับพลังงาน” คลื่นจะสูญเสียพลังงานไปทุกครั้งที่เดินทางผ่านชั้นดินแข็ง ทำให้สัญญาณที่สะท้อนกลับมาถึงหัวเข็มในรอบที่ 2 นั้นเบาบางมากจนถูกสัญญาณรบกวนกลบหายไปหมด
ดังนั้น หากผู้วิเคราะห์พบสัญญาณที่ยุ่งเหยิงในเข็มเจาะหรือเข็มที่ตอกไปแล้วนานๆ จึงจำเป็นต้องใช้เทคนิคการขยายสัญญาณ (Amplification) ที่เหมาะสม ซึ่งเราจะไปเจาะลึกกันในส่วนสุดท้ายครับ
Note: การเข้าใจลำดับเวลาเหล่านี้จะช่วยให้เราไม่ “หลงกราฟ” และสามารถระบุได้ว่าลูกคลื่นที่เด้งขึ้นมาตรงกลางนั้น คือการสะท้อนจากจุดบกพร่องจริงๆ หรือเป็นเพียงแค่ Harmonic ของคลื่นที่สะท้อนไปมาเท่านั้น
หลังจากที่เราเข้าใจหลักการทำงานและข้อจำกัดของ Seismic Test แล้ว ขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญที่สุดสำหรับเจ้าของโครงการหรือผู้ควบคุมงานคือ “การอ่านและตีความรายงานผลการทดสอบ” เพราะข้อมูลดิบ (Raw Data) ที่วัดได้จากหน้างานส่วนใหญ่มักจะไม่สามารถนำมาใช้งานได้ทันที หากปราศจากกระบวนการที่เรียกว่า Signal Processing
โดยปกติ สัญญาณที่วัดได้จากเซนเซอร์บนหัวเข็มที่ตอกลงดินไปแล้วจะมีลักษณะยุ่งเหยิงและมองไม่เห็นคลื่นสะท้อนปลายเข็มเลย (ดังแสดงในกราฟที่ 1 ของรูปประกอบ) ผู้วิเคราะห์จึงต้องใช้เทคนิค 2 อย่าง:
ตามมาตรฐาน ASTM D5882 ระบุไว้ว่า ค่า Amplification Factor ควรจะสร้าง Amplitude (ความสูงของลูกคลื่น) ที่สะท้อนมาจากปลายเข็มให้มีขนาดใกล้เคียงกับลูกคลื่นที่เกิดจากการเคาะที่หัวเข็มตอนเริ่มต้น เพื่อให้เห็นรายละเอียดที่ชัดเจนตลอดความยาวเสาเข็ม
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติเรามักจะพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ:
ในการตรวจรับงาน Seismic Test คุณควรสังเกตจุดสำคัญดังนี้:
การทดสอบ Seismic Test มีรายละเอียดและข้อจำกัดมากกว่าที่หลายคนเข้าใจ การมีเครื่องมือที่ทันสมัยเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ “คุณภาพของการวิเคราะห์ผล” ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์และความเข้าใจในพฤติกรรมของคลื่นในสภาพดินที่แตกต่างกัน
ที่ DynamicLoadTest.com เราให้ความสำคัญกับทุกรายละเอียด ตั้งแต่การเก็บข้อมูลหน้างานไปจนถึงกระบวนการ Signal Processing ขั้นสูง (เช่น Fast Fourier Transform หรือ Cross-Correlation) เพื่อให้มั่นใจว่าเสาเข็มทุกต้นในโครงการของคุณมีความสมบูรณ์และปลอดภัยตามหลักวิศวกรรมอย่างแท้จริง
A: ราคาเริ่มต้นของการทดสอบจะขึ้นอยู่กับจำนวนต้นเสาเข็มและสถานที่ตั้งโครงการ โดยปกติการทดสอบจำนวนมากในหน้างานเดียวจะประหยัดค่าใช้จ่ายต่อต้นได้มากกว่า
A: หัวเสาเข็มต้องสะอาด แห้ง และมีการสกัดคอนกรีตส่วนที่สกปรกออกจนถึงเนื้อคอนกรีตที่ดี (Sound Concrete) และต้องตั้งอยู่บนระนาบที่เรียบเพื่อให้เซนเซอร์รับสัญญาณได้แม่นยำที่สุด
A: ไม่ได้ครับ Seismic Test บอกได้เพียง “ความสมบูรณ์” และ “ความยาวเบื้องต้น” เท่านั้น หากต้องการทราบ “กำลังรับน้ำหนักบรรทุก” ต้องทำการทดสอบด้วยวิธี Dynamic Load Test หรือ Static Load Test แทน
การทำ Seismic Test คือการประกันความเสี่ยงที่คุ้มค่าที่สุดในการก่อสร้าง ช่วยให้วิศวกรและเจ้าของโครงการมั่นใจในฐานรากก่อนที่จะเริ่มสร้างอาคารสูงขึ้นไป หากคุณกำลังมองหาบริการทดสอบที่ได้มาตรฐาน พร้อมรายงานผลที่รวดเร็วและแม่นยำ ติดต่อเราเพื่อปรึกษาวิศวกรได้ทันทีครับ